ถ้าบ้านออกแบบมาดีเครื่องปรับอากาศอาจจะไม่จำเป็นกับห้องนั่งเล่นเลยก็ได้ แต่ไม่ใช่สำหรับประเทศไทย เพราะมีฤดูร้อนที่แสนยาวนานและอุณหภูมิที่สูงมาก ๆ ทำให้หลายคนต้องติดแอร์บ้านให้ห้องนั่งเล่น เพื่อช่วยลดความร้อน

วันนี้ LifeSara จะมาแนะนำเกี่ยวกับวิธีการเลือกแอร์ให้เหมาะกับขนาดห้องและทำความรู้จักแอร์แต่ละประเภทให้มากขึ้น จะมีแบบไหนบ้าง ไปดูกันนนน

Asset 11

ประเภทของเครื่องปรับอากาศ

อันดับแรกก่อนที่จะไปเลือกซื้อ เพื่อน ๆ ต้องทำความรู้จักกับเครื่องปรับอากาศแต่ละประเภทก่อน โดยหลัก ๆ แล้วจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่

แอร์บ้าน

แบบติดผนัง เป็นแบบที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ด้วยดีไซน์ที่ดูสวยงามทันสมัยและขนาดที่เล็กกระทัดรัด จึงเหมาะกับห้องที่มีพื้นที่น้อย เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือคอนโด

แบบแขวนใต้ฝ้า เป็นแบบที่กระจายความเย็นได้ดี เหมาะกับห้องที่มีขนาดใหญ่ เช่น สำนักงาน ส่วนต้อนรับ หรือโรงงาน แถมยังมีความทนทานต่อการใช้งาน

แบบ 4 ทิศทาง เป็นเครื่องปรับอากาศแบบฝังฝ้า กระจายความเย็นได้ครอบคลุมและทั่วถึง โดยจะติดตั้ง Built-in ไปกับฝ้าของห้องนั้น ๆ เพื่อความสวยงามและไม่เกะกะ ส่วนใหญ่จะติดตั้งในโรงแรม ร้านอาหารหรือบ้านที่มีห้องโถงขนาดใหญ่

แบบต่อท่อลม โดยมีลักษณะเป็นแอร์เปลือย ต่อท่อลมออกมายังจุดที่เจาะช่องเอาไว้ เหมาะสำหรับห้องที่ต้องการความสวยงาม เพราะจะไม่เห็นเป็นตัวเครื่องปรับอากาศเหมือยแบบอื่น แต่ข้อเสียคือมีราคาที่ค่อนข้างสูง

Asset 22

เลือกแอร์บ้านยังไง ให้เหมาะกับขนาดห้อง

ขนาดของแอร์บ้านเป็นปัจจัยหลักในการเลือก เพื่อให้ได้เครื่องปรับอากาศที่ทำงานเต็มประสิทธิภาพ คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป โดยหน่วยวัดขนาดของเครื่องปรับอากาศเรียกว่า BTU/h ซึ่งจะวัดได้ว่าแอร์เครื่องนั้นมีความสามารถในการดึงความร้อนออกจากห้องได้กี่ BTU ต่อชั่วโมง 

ฉะนั้นการเลือกจำนวน BTU ขึ้นอยู่กับขนาดของห้อง (ความกว้าง x ยาว) และตัวแปรต่าง ๆ เช่น ความสูงของเพดานห้อง จำนวนคนในห้อง การรับแสงแดด เป็นต้น การเลือกเครื่องปรับอากาศที่ไม่เหมาะกับห้องจะทำให้เครื่องทำงานหนักและสิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น

* BTU ย่อมาจาก British Thermal Unit คือขนาดความสามารถการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ

Asset 33

วิธีคำนวนหาค่า BTU

แอร์บ้าน
  • สูตรการหาค่า BTU = ความกว้าง (เมตร) x ความยาว (เมตร) x ค่าตัวแปร

    ค่าตัวแปร 

    • 700-800 : สำหรับห้องที่มีความร้อนน้อย เช่น ห้องนอนที่โดนแดดเล็กน้อย ฝ้าต่ำ หรือห้องที่ใช้แอร์เวลากลางคืน
    • 800-900 : สำหรับห้องที่มีความร้อนปานกลาง – มาก เช่น นั่งเล่นหรือห้องรับแขก ใช้แอร์ในเวลากลางวัน
    • 900-1000 : ห้องที่มีความร้อนมาก เช่น ห้องทำงานหรือห้องที่มีฝ้าสูง ใช้แอร์ในเวลากลางวัน 
    • 1000-1200 : สำหรับห้องที่มีการเปิดปิดประตูบ่อย เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร หรือสำนักงานที่มีคนอยู่เป้นจำนวนมาก

    ตัวอย่างเช่น ห้องนอนมีขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร อยู่ทางทิศตะวันออก โดนแดดเล็กน้อย ต้องใช้แอร์ขนาดเท่าไร  

    • ใช้ค่าตัวแปร 800 พื้นที่ห้อง x ค่าตัวแปร (ห้องนอน) = BTU
    • 4 x 4 x 800 = 12,800 BTU
  • สูตรการหาค่า BTU = ความกว้าง (เมตร) x ความยาว (เมตร) x ค่าตัวแปร

    ค่าตัวแปร 

    • 700-800 : สำหรับห้องที่มีความร้อนน้อย เช่น ห้องนอนที่โดนแดดเล็กน้อย ฝ้าต่ำ หรือห้องที่ใช้แอร์เวลากลางคืน
    • 800-900 : สำหรับห้องที่มีความร้อนปานกลาง – มาก เช่น นั่งเล่นหรือห้องรับแขก ใช้แอร์ในเวลากลางวัน
    • 900-1000 : ห้องที่มีความร้อนมาก เช่น ห้องทำงานหรือห้องที่มีฝ้าสูง ใช้แอร์ในเวลากลางวัน 
    • 1000-1200 : สำหรับห้องที่มีการเปิดปิดประตูบ่อย เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร หรือสำนักงานที่มีคนอยู่เป้นจำนวนมาก

    ตัวอย่างเช่น ห้องนอนมีขนาดกว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร อยู่ทางทิศตะวันออก โดนแดดเล็กน้อย ต้องใช้แอร์ขนาดเท่าไร  

    • ใช้ค่าตัวแปร 800 พื้นที่ห้อง x ค่าตัวแปร (ห้องนอน) = BTU
    • 4 x 4 x 800 = 12,800 BTU
Asset 44

เลือกเครื่องปรับอากาศแบบประหยัดพลังงาน

  • ง่ายที่สุดในการเลือกเครื่องปรับอากาศแบบประหยัดพลังงานคือดูว่ามี ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 หรือไม่ เป็นสิ่งที่ทำให้เพื่อน ๆ มั่นใจได้ว่า เครื่องปรับอากาศที่เราซื้อมานั้นช่วยประหยัดไฟได้จริง 

    นอกจากนี้ยังมีเครื่องประอากาศที่เป็นระบบ Inverter ช่วยในการความคุมความเร็วของเครื่องคอมเพรสเซอร์ตามอุณหภูมิห้องในตอนนั้น ๆ อีกด้วย

สำหรับใครที่มองหา “ของตกแต่งชิ้นอื่นในการรีโนเวทห้องนั่งเล่น” ตามอ่านต่อตรงนี้ได้เลยยยย